ย้อนอดีตคดี “ยันตระ” รวมข่าว
3 นาทีคดีดัง : วิบากกรรม “ยันตระ” อดีตพระห่มเขียว | Thairath online
ข่าวดังข้ามเวลา : นารีพิฆาต พิฆาตนารี [คลิปเต็มรายการ]
ย้อนอดีตคดี “ยันตระ” หนีอาญาไม่พ้น..ทั้งภพนี้และภพหน้า!
เผยแพร่: โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม
บนแผงหนังสือพิมพ์เช้าวันนี้ ปรากฏภาพและข่าวที่ฮือฮาไม่น้อยบนหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดยเป็นภาพของ นายวินัย ละอองสุวรรณ
หรือ อดีตพระยันตระ อมโร เจ้าสำนักวัดป่าสุญญตาราม เกริงกาเวีย อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ในชุดเครื่องแต่งกายที่เลียนแบบพระสงฆ์ ทว่าไว้หนวดและเครายาวเฟื้อย กำลังออกบิณฑบาต
หากย้อนกลับไปเมื่อราว 15-16 ปีก่อน “ความศรัทธา”ของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ต่างต้องการที่จะได้เข้าไปนมัสการกราบพระหนุ่มรูปงาม นามไพเราะ ให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตสักครั้งหนึ่ง พระหนุ่มรูปที่ว่า ก็คือ “พระยันตระ อมโร” นั่นเอง ความศรัทธาที่ว่า เปรียบได้ดัง บ้านจำนวน 10 หลังคาเรือนนั้น 8 ใน 10 หลัง ย่อมต้องปรากฏภาพพระยันตระ ไว้บูชาเกือบแทบทุกบ้าน
ครั้งหนึ่งบริเวณท้องสนามหลวง มีกำหนดการที่พระยันตระจะเดินทางไปแสดงธรรม ปรากฏว่า พุทธศาสนิกชนจากทุกสารทิศต่างแออัดยัดเยียดกันแน่นท้องสนามหลวง เพื่อต้องการที่จะได้เข้าไปฟังธรรมจากพระยันตระกันสดๆ ขนาดนายพลใหญ่แห่งกองทัพ ซึ่งต่อมามีตำแหน่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรีก็ยังเดินทางเข้าไปกราบอยู่แทบเท้าของพระยันตระ และภาพนั้นกลายเป็นภาพข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ
ถัดจากความดังเป็นพลุแตกได้ไม่นานนัก ราวปี 2537 ปรากฏข่าว “ช็อก” ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน เมื่อมีสีกากลุ่มหนึ่ง ทำหนังสือร้องเรียนขึ้นทูลสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก รวมทั้งยังร้อนเรียนโดยตรงไปยังอธิบดีกรมการศาสนาในขณะนั้น ถึงการปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมกับความเป็นพระของพระยันตระ อมโร และข้อหาที่กลุ่มสีกากลุ่มดังกล่าว ร้องเรียนนั้น ถือเป็นข้อหาที่ร้ายแรง ถึงขั้นที่พระยันตระ ต้องขาดจากความเป็นพระเลยทีเดียว
เมื่อการร้องเรียนถูกนำมาเปิดโปง สื่ออย่างหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะ “ข่าวสด” ได้ขุดคุ้ยหาหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาตีแผ่ให้คนไทย ที่เคารพ ศรัทธาพระยันตระกันทั่วประเทศในขณะนั้นได้รับทราบถึงพฤติกรรมจอมลวงโลก ถึงขนาดที่ภายหลัง ครั้งเมื่อพระยันตระ หลบไปอยู่ที่วัดราชาธิวาส ระหว่างการต่อสู้ข้อกล่าวหา เมื่อขึ้นเทศนายังได้กล่าวกระแนะกระแหนหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวว่า เป็นหนังสือพิมพ์ “นมสด” เพราะชอบ “เต้าข่าว” ที่จ้องมาทำลายพุทธศาสนาในขณะนั้น แต่ภายหลังความจริงก็ปรากฏว่า ใครเป็นจอมลวงโลกที่แท้จริง ทั้งบรรดาผู้สื่อข่าวที่ไปตามทำข่าวในวัด ก็ถูกรุกราน จากกลุ่มลูกศิษย์ลูกหาของพระยันตระ บางครั้งยืนถ่ายรูปบนโต๊ะ ก็เข้ามาแกล้งกระชากโต๊ะให้ล้มลงจนแขนขาหัก หัวร้างข้างแตก บางครั้ง ป่าเถื่อนถึงขนาดปาถุงอุจาระใส่กลุ่มผู้สื่อข่าวก็มี
ในหนังสือร้องเรียนของกลุ่มสีกาดังกล่าว มีหลักฐานเป็นเทปการสนทนาระหว่างพระยันตระ กับนางจันทิมา ซึ่งเป็นหนึ่งในสีกาที่ร้องเรียนว่า พระยันตระได้ล่อลวงไปเสพเมถุนด้วยจนตั้งครรภ์ และคลอดออกมาเป็นบุตรสาวในนาม “ด.ญ.กระต่าย” คดีนี้ เกิดการท้าพิสูจน์และฟ้องร้องกันเป็นเรื่องราวใหญ่โต โดยนางจันทิมา และด.ญ.กระต่าย ยอมเจาะเลือดตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในขณะนั้นเพื่อพิสูจน์ความจริงหาผู้เป็นพ่อของเด็ก แต่ทว่า พระยันตระ กลับปฏิเสธไม่ยอมเจาะเลือดตรวจพิสูจน์ ในขณะที่การฟ้องร้องดำเนินคดี เรื่องน่าจะสิ้นสุดอยู่ที่ชั้นอัยการ เนื่องจากพระยันตระเดินทางหลบหนีออกไปต่างประเทศเสียก่อนที่คดีจะถูกนำขึ้นให้ศาลพิจารณา
ยังมีเอกสารบางประการของหม่อมดุษฎี บริพัตร ซึ่งถือเป็นโยมอุปัฏฐากคนสำคัญของพระยันตระ นำมาเป็นหลักฐานร้องเรียนถึงความไม่เหมาะสม ต่อความเป็น “สมณะสารูป” ระหว่างที่พระยันตระเดินทางไปต่างประเทศด้วย
หลักฐานและเอกสารต่างๆถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเเพิ่มมากขึ้น ข้อกล่าวหาที่ระบุว่า พระยันตระ มีเพศสัมพันธ์กับนางแก้วตา (ขอสงวนนามสกุล) บนดาดฟ้าเรือเดินสมุทรไวกิ้งไลน์ ระหว่างทางจากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ไปยังกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ รวมทั้งข้อกล่าวหาว่า พระยันตระจับต้องกายนางสาวซูซานด้วยความกำหนัด ณ กุฏิริมน้ำ วัดป่าสุญญตาราม เมืองบันดานูน ประเทศออสเตรเลีย พระยันตระเข้าไปหานางสาวอีวา ในรถตู้ของเธอบนท้องถนนกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และร่วมหลับนอนกับนางสาวอีวา และพร่ำพูดถึงความรัก ต่ออีวาทางโทรศัพท์ ซึ่งมีหลักฐานเป็นเทปบันทึกเสียง
นอกเหนือจากข้อกล่าวหาทั้งหมดเบื้องต้นแล้ว ยังมีหลักฐานที่บรรดาสื่อในขณะนั้นนำออกมาเปิดเผย อาทิ สลิปบัตรเครดิต ที่โยมอุปัฏฐากถวายให้ แต่ในสลิปบัตรเครดิตถูกระบุว่า ผู้ถือบัตรนำไปใช้ในสถานบริการทางเพศ สถานบริการอาบอบนวดในประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมทั้งหลักฐานการเปิดโรงแรม และเช่ารถร่วมกับสตรีเพียงสองต่อสอง
ข่าวและพยานหลักฐานต่างๆ ที่ถูกนำเสนอออกมาในขณะนั้น กลับกลายเป็น “วิกฤตศรัทธา” ที่บั่นทอนจิตใจพุทธศาสนิกชนทั้งที่ศรัทธา และไม่ศรัทธาพระยันตระยิ่งนัก บางรายมีผู้สูงอายุที่หลงศรัทธาอย่างหาที่สุดไม่ได้ ถึงกับเกิดอาการ “ช็อก” ต่อข่าวที่เกิดขึ้น ลูกหลานต้องพาส่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ตามตึกรามบ้านช่อง ที่เคยเห็นภาพพระยันตระ ตั้งอยู่บนหิ้งพระ กลับถูกนำไปทิ้ง รถเก็บขยะของ กทม. จะมีทั้งกรอบรูป ภาพพระยันตระ นับสิบภาพต่อคันต่อเที่ยวที่ประชาชนนำไปทิ้ง
สุดท้ายราวปี 2537 พระยันตระถูกฟ้องร้องหลายข้อหา รวมทั้งถูกตั้งอธิกรณ์(ข้อกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรง)ว่า ล่วงละเมิดเมถุนธรรม ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ ตามพระธรรมวินัย ซึ่งในที่สุด มหาเถรสมาคมได้พิจารณาอธิกรณ์ดังกล่าวแล้ว ปรับให้พระยันตระ เป็นปาราชิก ไม่สามารถดำรงตนในฐานะพระภิกษุได้อีกต่อไป ต้องสึกจากความเป็นพระ
แม้เมื่อมหาเถรสมาคม ได้พิจารณาปรับอธิกรณ์ (ข้อกล่าวหา) ดังกล่าวกับพระยันตระให้เป็น “อดีตพระยันตระ” แล้ว แต่อดีตพระยันตระ กลับไม่ยอมรับ มติมหาเถรสมาคมดังกล่าว ทั้งยังยืนยันว่า ยังคงความเป็นพระอยู่อย่างบริบูณ์ จากนั้นจึงได้หันไปนุ่งห่มผ้าที่คล้ายจีวร ทว่า ถูกย้อมไปเป็นสีเขียวเข้มแทน ซึ่งเป็นที่มาของฉายา “จิ้งเขียว” อีกสมญาหนึ่งของอดีตพระยันตระ นอกเหนือจาก “สมียันดะ” เป็นต้น
จุดที่ทำให้อดีตพระยันตระต้องระเห็จออกนอกประเทศ ก็มาจากมติมหาเถรสมาคมดังกล่าว ที่อดีตพระยันตระ พูดวิพากษ์วิจารณ์และก้าวล่วงไปถึงขั้นหมิ่นองค์สมเด็จพระสังฆราชฯ ทำให้ต้องถูกดำเนินคดีดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเจ้าตัวพร้อมบริวารจำนวนหนึ่ง จึงต้องหลบหนีออกนอกประเทศไปในที่สุด ตั้งแต่บัดนั้นจวบจนปัจจุบัน
13-14 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครได้พูดถึง “อดีตพระยันตระ” แม้แต่น้อย นอกเสียจากในวงเหล้าบางวง ที่อาจจะวกเข้าไปพุดคุยกับเพื่อนร่วมวงบ้าง แต่ก็มักเป็นเรื่องในทางลบของอดีตพระยันตระเสียเป็นส่วนใหญ่ เรียกว่าเอามาประกอบเป็นเรื่องโจ๊กขำๆ กันเล่น
อดีตพระยันตระ เดิมชื่อวินัย ละอองสุวรรณ เป็นชาว อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ออกปฏิบัติตนเป็นนักพรตฤๅษีอยู่หลายปี จนเข้าอุปสมบทที่วัดรัตนาราม อ.ปากพนัง ในคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2517 จากนั้นออกเดินทางแสดงพระธรรมเทศนาจนมีชื่อเสียง และผู้คนศรัทธากันทั้งประเทศ ปัจจุบันอดีตพระยันตระใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในสหรัฐอเมริกา และยังคงมีญาติโยมรวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาที่ยังคงศรัทธาติดตามรับใช้กันอย่างใกล้ชิด
วันนี้ กลับมีภาพและข่าวของอดีตพระยันตระปรากฏขึ้นมาอีก ทำให้ต้องนึกถึงคดีความที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันกับอดีตพระผู้นี้ แม้ปัจจุบันอดีตพระยันตระ จะยังคงหลบหนีคดีความทางอาญาไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกได้ แต่เชื่อว่า “ผลแห่งกรรม” ที่อดีตพระยันตระทำขึ้นไว้บนความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนนั้น ไม่สามารถที่จะหลบหนีไปได้พ้นทั้งภพนี้...และภพหน้า!
https://mgronline.com/crime/detail/9540000027714
อดีตพระยันตระ โผล่กลับบ้านเกิดที่ปากพนัง วางแผนไม่กลับอเมริกา
21 ก.ค. 59 (18:21 น.)
(21 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน นายวินัย ละอองสุวรรณ อายุ 64 ปี หรือ อดีตพระยันตระ ที่อาศัยอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 20 ปี เดินทางกลับบ้านเกิด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช อย่างเงียบๆ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.59 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเดินทางกลับเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่พ้นภาระทางคดีความ โดยนายวินัยหรืออดีตพระยันตระ ได้พักอยู่ที่บ้านของนางวรรณี ละอองสุวรรณ พี่สาว โดยมีศิษย์ใกล้ชิดคอยเข้ามาเยี่ยมเยียนโดยตลอด
อย่างไรก็ตามการเดินทางกลับบ้านเกิดในครั้งนี้พบว่าอดีตพระยันตระ ยังคงไว้ผมยาวเกล้ามวย เครายาวขาว รูปร่างเจ้าเนื้อกว่าเดิม และใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนการปฏิบัติตนนั้นยังเป็นไปเช่นเดิมคือรับประทานอาหาร 2 มือคือเช้าและเพล และยังคงปฏิบัติทำวัตรเช้าและเย็นทุกวัน
นายชัยณรงค์ สวัสดีนฤนาท อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปากพนัง ศิษย์คนสนิทของอดีตพระยันตระ กล่าวว่า อดีตพระยันตระ เดินทางมาจากประเทศอเมริกาตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.59 เพื่อมาเยี่ยมญาติพี่น้องและบ้านเกิดตามปกติ เข้าใจว่าจะกลับสหรัฐในวันที่ 5 ส.ค.59 หรืออาจมีแผนพำนักที่ จ.กาญจนบุรี ก็เป็นได้
อดีตพระยันตระ เมื่อปี พ.ศ. 2537 เป็นข่าวโด่งดังหลังจากมีสีกากลุ่มหนึ่งร้องเรียนไปยังกรมการศาสนาว่า พระยันตระ หรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณเพศ เพราะได้ล่อลวงสีกาชื่อนางจันทิมา มายะรังษี ไปเสพเมถุนจนตั้งครรภ์ และคลอดบุตรสาวออกมาตั้งชื่อว่า "ด.ญ.กระต่าย" โดยมีเทปสนทนาระหว่างพระยันตระกับนางจันทิมาออกมาใช้เป็นหลักฐาน นับเป็นข่าวที่ช็อกของวงการพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
ตะลึงอดีตพระชื่อดัง! 'ยันตระ' พาสาวกกลับไทย
โผล่กลับบ้านเกิด อ.ปากพนัง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อยู่ในชุดจีวรสีเปลือกมังคุด ห่มทับด้วยสไบสีเขียวอีกชั้นหนึ่ง ไว้ผม-หนวดเครารุงรัง
พุธที่ 23 เมษายน 2557 เวลา 00.00 น.
วันที่ 23 เม.ย.ผู้สื่อข่าวประจำ จ.นครศรีธรรมราช รายงานว่า มีการเล่าลือกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ว่าประชาชนจำนวนมากได้เดินทางไปกราบไหว้ นายวินัย ละอองสุวรรณ หรืออดีตพระยันตระ ที่บ้านบางบ่อ ใกล้วัดรัตนาราม ต.ปากพนัง ฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า อดีตพระยันตระเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้อย่างไร เพราะถูกฟ้องร้องหลายคดี และถูกตั้งอธิกรณ์ว่าล่วงละเมิดเมถุนธรรมปาราชิกาบัติ จนในที่สุดได้ถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ แต่นายวินัยไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ก่อนจะหลบหนีออกนอกประเทศไปอยู่สหรัฐอเมริกา
โดยมีคนในแวดวงพระเครื่องและประชาชนทั่วไป ที่เดินทางไปกราบไหว้อดีตพระยันตระที่บ้านบางบ่อ อ.ปากพนัง ได้ถ่ายภาพอดีตพระยันตระที่ห้อมล้อมด้วยบรรดาสาวก ทั้งที่เป็นฆราวาสและแต่งกายคล้ายพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง โดยพบว่าอดีตพระยันตระห่มจีวรสีเปลือกมังคุดไว้ด้านใน และมีสไบสีเขียวห่มทับอีกชั้นหนึ่ง โดยไว้ผมและหนวดเคราสีขาวรกรุกรัง มีประชาชนที่ทราบข่าวทยอยเดินทางไปกราบไหว้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพระภิกษุที่เคยใกล้ชิดและเคารพศรัทธาอดีตพระยันตระ ก็เดินทางไปกราบไหว้ด้วยเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวจึงตรวจสอบไปยังชาวบ้านใน ต.บางบ่อ อ.ปากพนัง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอดีตพระยันตระ ได้รับการยืนยันว่าอดีตพระยันตระพร้อมสาวกจำนวนกว่า 10 คน ได้เดินทางมาที่บ้านเกิดตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้ได้เดินทางออกจาก อ.ปากพนัง ไปหลายวันแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะเดินทางไปพำนักใน จ.สงขลา และ จ.ภูเก็ต โดยในเรื่องการเข้าเมืองนั้นมีการพูดกันในวงในว่าเดินทางกลับเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากคดีความต่าง ๆ ผ่านมา 20 ปีเศษแล้ว คดีจึงหมดอายุความ ซึ่งในขณะนี้คาดว่าคณะของอดีตพระยันตระน่าจะพำนักอยู่ใน จ.สงขลา หรือ จ.ภูเก็ต
ทั้งนี้ สำหรับอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ (พระวินัย อมโร) หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ เป็นชาวนครศรีธรรมราช ก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้ปฏิบัติตนเป็นนักพรตฤๅษีอยู่หลายปีจนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระสงฆ์ในธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2517 ณ พัทธสีมาวัดรัตนาราม อ.ปากพนัง พระวินัยเมื่ออุปสมบทมักใช้คำแทนตัวว่า “พระยันตระ” ซึ่งแปลว่าผู้ไกลจากกิเลส ที่เคยใช้มาตั้งแต่ยังเป็นฤๅษียันตระ เมื่อบวชแล้วเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักปฏิบัติธรรมชื่อดัง ทำให้มีผู้ศรัทธาบวชเข้าเป็นลูกศิษย์มากมาย
โดยใน พ.ศ. 2537 นายวินัยได้ถูกฟ้องร้องหลายข้อหา และถูกตั้งอธิกรณ์ว่าล่วงละเมิดเมถุนธรรมปาราชิกาบัติ กับนางจันทิมา หรือแม่ ด.ญ.กระต่าย อันเป็นหนึ่งในจตุตถปาราชิกาบัติ ที่ทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุตามพระวินัยบัญญัติ โดยมีการต่อสู้ด้วยพยานหลักฐานมากมายตามสื่อต่าง ๆ เป็นข่าวโด่งดังในสมัยนั้น จนในที่สุดได้ถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ เพราะพิจารณาได้ความว่าเขาต้องอาบัติหนักดังที่ถูกฟ้องร้อง แต่นายวินัยไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ด้วยการปฏิญาณตนว่ายังเป็นพระภิกษุและเปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเปลือกมังคุด ก่อนที่นายวินัยจะลักลอบทำหนังสือเดินทางปลอม เพื่อหลบหนีออกจากประเทศไทยไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ทำให้นายวินัยสามารถหลบหนีคดีความอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้จนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า อดีตพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ประธานสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งหลายข้อหา โดยเฉพาะข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และพรากผู้เยาว์ รวมทั้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน ซึ่งได้เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศไทย โดยมีข่าวยืนยันว่าช่วงเวลาหนึ่งหลวงปู่เณรคำ ได้ไปพักอาศัยอยู่กับอดีตพระยันตระ เนื่องจากทั้งคู่มีความสนิทสนมกันเป็นส่วนตัว อีกทั้งกลุ่มลูกศิษย์ของอดีตพระยันตระ ก็เข้ามาอยู่ในกลุ่มลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำด้วย.... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/regional/232269/
| กุลธิดา สามะพุทธิ, วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เรื่อง ฝ่ายภาพสารคดี ภาพ | |
https://www.sarakadee.com/feature/2000/03/15year5.htm
สำหรับเนื้อหาข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับลงวันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2538 หน้า 19 มีรายละเอียดตอนหนึ่งว่า...
ลงมติให้สละสมณเพศ
ด้านวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อเวลา 14.00 น. คณะกรรมการของมหาเถรสมาคม ซึ่งประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราชฯ เป็นองค์ประธาน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา สมเด็จพระวันรัต วัดโสมนัสวิหาร สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี วัดราชบพิธ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดนรนาถศูนหริการาม พระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทธาวาส พระสมเมธาธิบดี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ พระธรรมสิริสารเวที วัดบวรนิเวศวิหารพระธรรมวโรดม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระวิสุทธาธิบดี วัดสุทัศน์เทพวราราม พระธรรมปัญญาจารย์ วัดมกุฎกษัตริยาราม พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดยานนาวา และพระธรรมกิตติวงศ์ วัดราชโอรสราม
การประชุมสิ้นสุดลง เมื่อเวลา 19.20 น. เจ้าหน้าที่ของกรมการศาสนาได้นำใบแถลงการณ์ออกมาแจกจ่ายให้สื่อมวลชน โดยแถลงการณ์ดังกล่าวได้ระบุว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งพิเศษ 3/2538 วันที่ 27 มีนาคม 2538 ที่ประชุมพิจารณาเห็นว่า พระวินัย อมโร ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยหลายเรื่อง เช่น นำบัตรเครดิตเข้าไปใช้จ่ายในสถานบริการทางเพศ ที่ประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์หลายครั้งพำนักอยู่ในบ้านหลังเดียวกับนางจันทิมา มายะรังษี ที่ประเทศยูโกสลาเวีย นาน 8 เดือน
ทั้งถูกกล่าวหาและถูกฟ้องร้องว่า ได้ประพฤติผิดพระธรรมวินัยถึงขั้น “อันติมวัตถุ” กับ “มาตุคาม” หลายรายทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอื่นอันเป็น “โลกวัชชะ” อีกหลายเรื่อง ทั้งความประพฤตินั้นเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ล่วงมาแล้ว หากให้ดำรงเพศบรรพชิตต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนา และการปกครองของคณะสงฆ์มหาเถรสมาคมพิจารณาความผิดที่ปรากฏแน่ชัดข้างต้นแล้ว จึงลงมติให้พระวินัย อมโร สละสมณเพศต้องสึกภายใน 3 วัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบวินิจฉัยนี้ ทั้งนี้ไม่กระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ ให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมดำเนินการตามมตินี้... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/education/386033/
ยันตระอมโรภิกขุ สลิปรักทะเลใต้ ตอนที่ 1
ยันตระอมโรภิกขุ สลิปรักทะเลใต้ ตอนที่ 2
ย้อนรอย "อดีตพระยันตระ" กลับเยือนไทย หลังอาบัติปาราชิก คดีล่วงละเมิดเมถุน
"ยันตระ"เปิดใจคดีฉาว20ปีศิษย์หิวเงินหักหลัง ลั่นยังเป็นพระ อึ้งเต้นลิงเรียกพลัง|ทุบโต๊ะข่าว|21/10/64
เกือบ 30 ปี คดีอดีตพระยันตระ ศรัทธาที่ยังหลงเหลือ | คุยข่าวเช้าช่อง8 | 22 ต.ค. 2564
ตอบโจทย์ : "ศรัทธา" ...ปาราชิก? "ยันตระ" วินัย ละอองสุวรรณ (25 ก.ค. 59)
“นึกถึงภาพวันเก่า ๆ ที่คงไม่ทำอีกแล้ว”
ลูกหม้อสำนักข่าวแปซิฟิคที่หายหน้าหายตาไปจากจอแก้วมานาน
นับตั้งแต่รายการ “ตามล่าหาความจริง” ถึงจุดอิ่มตัวหลุดจากผังทีวี ชื่อของ “ประไพพัตร โขมพัตร” นักข่าวสาวรุ่นเก่าที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงพลอยถูกหลงลืมไปจากวงการสื่อจนหลายคนพากันคิดว่า เธอคงอำลาอาชีพนี้ไปทำธุรกิจอื่นแล้ว
แท้ที่จริง “ติ๊ด” ประไพพัตร ไม่ได้หายไปไหน และยังหมกมุ่นอยู่กับงานข่าวที่รักใน “ถิ่นเก่า” ที่สร้างเธอขึ้นเป็นนักข่าวแถวหน้าอย่างแข็งแกร่ง นั่งตำแหน่งรองผู้อำนวยการ บริษัทแปซิฟิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด คุมสำนักข่าวแปซิฟิค และคลื่นวิทยุ จส.100
ประไพพัตรเริ่มต้นชีวิตกับความฝันที่อยากเรียนอักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือไม่ก็นิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ สุดท้ายพลิกผันหลังเอ็นทรานซ์ไม่ติดต้องไปลงเรียนคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปรับเปลี่ยนไปเลือกสาขาวารสารศาสตร์ เพราะอยากเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์
“อาจเป็นเพราะเราอยากเห็นอะไรก่อนคนอื่นมั้ง” ประไพพัตรบอกเหตุผล
สมัยนั้น สมเกียรติ อ่อนวิมล รุกงานข่าวป้อนให้ช่อง 9 จนโด่งดัง สร้างนักข่าวรุ่นใหม่กลายเป็นผู้ประกาศหลายคน แต่ประไพพัตรยังมีความอยากจะเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ พอเรียนปี 3 เตรียมฝึกงานข่าว ดันจับสลากไปได้ฝึกงานสำนักข่าวไทย พยายามแลกกับเพื่อนที่ได้ฝึกหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เพื่อนกลับไม่ยอมแลกด้วย เธอต้องทำใจไปฝึกงานสำนักข่าวไทย
แล้วจู่ ๆ สมเกียรติ เรียกเธอไปฝึกงานสำนักข่าวแปซิฟิคเพื่อทำข่าวส่งให้สำนักข่าวไทย เพียงแค่วันแรกของชีวิตเด็กฝึกงาน เธอก็ประทับใจทันที “แปซิฟิคตอนนั้นกำลังบูม วันแรกเจออาจารย์สมเกียรติ อาจารย์ไม่ได้มองเราเป็นแค่นักศึกษาฝึกงานมาซีร็อกซ์เอกสาร อาจารย์บอกว่า ไปทำข่าวเลยได้มั้ย วันแรกไปทำข่าวน้ำท่วมประเดิมทันที”
“ฝึกงานไม่กี่วัน จำได้ว่า ไปข่าวเผาทำลายกัญชาที่เพชรบุรี กลับมาอาจารย์ถามว่า ลงเสียงด้วยดีมั้ย ทั้งที่ไม่เคยลองมาก่อน อาจารย์ช่วยเปิดทำไมค์ให้เอง มันเป็นความรู้สึกที่ดี พอใช้ให้ไปไหนก็ไป เกิดความกระตือรือร้นในการฝึกงาน ถือเป็นนักศึกษาฝึกงานรุ่นแรกของแปซิฟิคที่ฝึกเสร็จแล้วได้เงินด้วย”
เสร็จจากฝึกงานประไพพัตรกลับมาเรียนปี 4 จนจบ ก่อนได้ทำงานที่สำนักข่าวแปซิฟิคที่ตอนนั้นกำลังดัง แจ้งเกิด “นก”นิรมล เมธีสุวคุณ “แหม่ม” ยุพา เพ็ชรฤทธิ์ และ“อ้อย” ศศิธร ลิ้มศรีมณี เป็นนักข่าวรุ่นใหม่ที่กลายเป็นผู้ประกาศข่าวฝีมือดีของช่อง 9 แต่ช่วงแรกของประไพพัตรจะทำงานอยู่เบื้องหลัง ออกหาข่าวในพื้นที่และยังเป็นฝ่ายข้อมูลคอยตั้งคำถามในรายการทอล์กโชว์ของแปซิฟิค คือ “คืนนี้ที่ช่อง 9” และ “คืนนี้ที่กรุงเทพ” หลังแปซิฟิคเปลี่ยนมาอยู่ช่อง 5 ควบคู่ไปกับทำ จส.100
เธอเล่าว่า สมัยนั้นนักข่าวแปซิฟิคต้องทำหมดทุกอย่าง นโยบายของผู้บริหาร ทุกคนต้องลงหมด แม้กระทั่งอ่านข่าวต้องพร้อมลงไปทำข่าวด้วย ไม่ใช่ผู้ประกาศข่าวอย่างเดียว รู้สึกว่า ดีมาก อาจารย์สมเกียรติจะพูดตลอด ถ้าออกมาแล้วดูไม่ดีก็ไม่จำเป็นต้องออกหน้า บางครั้งไปยืนรายงานข่าว พอกลับมาเปิดดูอาจารย์จะบอกว่า ออกไปแล้วแหลกแน่ ดูแล้วไม่น่าเชื่อถือ เทปนั้นก็จะไม่ได้ออกหน้า อาจารย์สมเกียรติจะสอนหลายอย่างในการออกไปทำข่าว ให้มองมุมนั้น มุมนี้

กระทั่งวันหนึ่งรายการ “ตามล่าหาความจริง” ก็กำเนิดขึ้นพร้อมกับการแจ้งเกิดของประไพพัตร โขมพัตร ในภาพของนักข่าวสาวพันธุ์แกร่งลงลุยทุกพื้นที่คดีอาชญากรรมเพื่อนำข้อมูลไปนำเสนอในรายการ เธอเล่าว่า อาจารย์สมเกียรติมาบอกมีรายการตามล่าหาความจริง ให้ไปเป็นพิธีกรรายการ ตอนนั้นคิดว่า ความน่าเชื่อเราพอแล้วหรือ เครียดมาก แต่อาจารย์บอกได้แล้ว ทั้งที่เราไม่เคยผ่านงานตำรวจเลย อยู่แปซิฟิคทำสกู๊ปมากกว่าทำข่าวอาชญากรรม
“ติ๊ดเป็นคนที่กลัวผีมาก เป็นที่รู้กันว่า กลัวมาก ประสบการณ์ 5-6 ปี ไม่เคยได้ทำข่าวที่เจอศพเลย เป็นอะไรที่กลัวมาก ๆ แต่ต้องทำท่าไม่กลัว เวลาออกรายการช่วงแรกที่คนที่ดูจะเห็นภาพเหมือนดุ ไม่กลัว จริง ๆ กลัวมาก ใช้เทคนิคในการทำว่าจะเห็น หรือไม่เห็น คือเข้าไปในที่เกิดเหตุจะมองแค่ไหน ที่เหลือโฟกัสเบลอ ๆ ไว้”
รายการตามล่าหาความจริงเทปแรก ประเดิมจอด้วยการตามประวัติเจิม เส้งเอียด หรือจอมโจรเรียกค่าไถ่ในภาคใต้ฉายา “ไข่หมูก” ของนครศรีธรรมราชที่เพิ่งออกจากเรือนจำ ตามด้วยคดีฆาตกรรมแม่ลูกตระกูล “ศรีธนะขัณฑ์” ประไพพัตรยอมรับว่า เทปนี้กลัวมาก เพราะเวลาตามล่าฯ ทำอะไรก็จะไปที่เกิดเหตุเพื่อจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมักจะจำลองเหตุการณ์ช่วงเวลาจริง โดนฆ่าตีอะไร ก็จะไปจำลองช่วงตีนั้น อยากเก็บภาพบรรยากาศจริงในความรู้สึกของเราว่า มันเงียบสงบ เงียบสงบจริงหรือไม่ หรือยังมีรถวิ่ง มีคนเดิน คือต้องการเก็บรายละเอียด
อีกคดีที่ประไพพัตรรู้สึกโหดกับตัวเองมาก คือคดีฆ่าศยามล ลาภก่อเกียรติ ผู้ช่วยพยาบาลที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะทีมงานตามล่าหาความจริงอยากให้สมจริงมาก ถึงขนาดนำรถคันจริงมาใช้ถ่ายทำ มีพี่สาวของศยามลเอา “น้องอิง อิง” ลูกสาวเหยื่อมาเข้าฉากด้วยช่วงจำลองเหตุการณ์ทีมงานให้เธอขับรถคันนั้น เพราะดันไม่มีผู้หญิงขับ ตอนขึ้นรถแล้วเธอบอกว่า เหมือนได้สัมผัสกับเหตุการณ์นั้นจริง ๆ รู้สึกตื่นเต้น บอกไม่ถูก กว่าจะผ่านไปได้
ประไพพัตรอธิบายว่า ตามล่าหาความจริงเป็นสารคดีเชิงข่าวสืบสวนสอบสวนรายการแรกของเมืองไทย มีโจทย์ตั้งแต่ต้นว่า จะมีการจำลองเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น แต่ไม่เอาคนมาเป็นนักแสดงที่เห็นหน้า จะเห็นได้แค่มือ เท้า เงา ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเฟคทันที กลายเป็นการแสดงความไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเราจะจำลองเหตุการณ์จากปากคำ และนำภาพข่าวเดิมมาประกอบด้วย ไม่ได้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ออกทั้ง 2 มุม ถึงเวลาคนดูจะรู้ว่า อะไรจะจริงมากกว่ากัน ข่าวไหนดังก็จะมาทำ สมัยก่อนไม่มีรายการทีวีไหนทำ ทำให้คนรู้จักตามล่าหาความจริงสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรม ไปจนถึงคดีต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจ
ต่อมา เริ่มมีรายการเลียนแบบจับคดีอาชญากรรมมาเจาะเบื้องหลัง ตามล่าหาความจริงจึงหนีไปเน้นการทำคดีเกี่ยวกับยาเสพติด เกาะสถานการณ์การเติบโตแพร่ระบาดของยานรกที่รุ่นแรงขึ้น ไปจนถึงขบวนการต้มตุ๋น หลอกลวง นาน 8 ปี รายการตามล่าหาความจริงก็หมดอายุ เป็นไปตามวิถีของรายการทีวี เธอบอกว่า ทำได้สักพัก จะรู้ว่า ตอนแรกคนดูจะติดตามตลอด จากนั้นจะดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้ ข่าวก็มีอยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่า ต้องมีข่าว ประกอบกับปัญหาของตามล่าหาความจริงเป็นรายการสารคดีเชิงข่าว ไม่ใช่รายการข่าวจะถูกเซ็นเซอร์เยอะมาก ขณะที่ข่าวไม่ถูกเซ็นเซอร์ แม้กระทั่งไปถ่ายผู้ต้องหา สัมภาษณ์ผู้ต้องหาที่สารภาพตอนแถลงข่าว บางทีคนที่เซ็นเซอร์ก็ให้ผ่าน บางคนไม่ให้ผ่าน ลำบากมาก หั่นจนไม่เหลืออะไรแล้ว โดนเซ็นเซอร์จนดูเหมือนว่า ได้อายุแล้ว เลยเลิกทำ
อดีตผู้ดำเนินรายการสารคดีสืบสวนสอบสวนคนดังบอกอีกว่า ซึมซับการติดตามคดีอาชญากรรมมานับไม่ถ้วน ทำให้เกิดอยากมีความรู้มากขึ้นจึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้านอาชญาวิทยาที่มหาวิทยาลัยมหิดล ได้หลักคิดมากขึ้นในแง่วิชาการว่า อะไรเป็นแรงจูงใจ สาเหตุ วิธีการของแต่ละคดีอาชญากรรม ส่งผลให้ได้วิเคราะห์คดีกว้างมากขึ้น ก่อนต่อปริญญาเอกสถาบันเดียวกัน คิดว่า ใช่เลย นี่คือ ตัวเรา
“ช่วงนั้น ก่อนเรียนปริญญาเอก มีตามล่าฯ ตอนหนึ่งทำเรื่องนิติเวชวิทยา ต้องเข้าไปดูหมอผ่าศพ ต้องโฟกัสตาเหมือนเดิม ยังไม่กล้าดูเหมือนเดิม เห็นขาได้ แต่เห็นชัด ๆ ทั้งตัวไม่ได้ ศพเละ ๆ ไม่ชอบ ตอนออกรายการคนจะมองว่า เข้าไปในห้องผ่าศพ เก่งจัง จริง ๆ ไม่ใช่ พอเรียนปริญญาเอกคราวนี้ต้องเข้าไปดูจริง ๆ ดูการผ่าวิถีกระสุนเข้ายังไง ทำให้เดี๋ยวนี้ เป็นไม่กลัวผีแล้ว” ด็อกเตอร์สาวเล่าประสบการณ์ และบอกว่า วันนี้หายจากหน้าจอ ไม่ได้ออกหน้าอีกเลย ไปทำงานเบื้องหลังกับจับงาน จส.100 ดูแลศูนย์ข่าวแปซิฟิค ทำสารคดีเชิงข่าวป้อนส่งลูกค้า แต่ภาพพิธีกรและเสียงยังติดความเป็นตามล่าหาความจริงอยู่
ถึงกระนั้นก็ตาม แฟนรายการหลายคนไม่เคยลืมภาพการทำงานในอดีตของเธอ เพราะไม่กี่วันก่อน ประไพพัตรไปประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล คนดูแลลานจอดรถยังเข้ามาทัก บอกยังจำวันที่ไปเจรจาต่อรองตัวประกันแถวลาดพร้าวเมื่อ 8-9 ปีที่แล้วได้มาถึงทุกวันนี้ ทำให้เธอกลับมานั่งคิดถึงอดีตของเหตุระทึกในวันนั้น วันที่คนร้ายชาวไต้หวันชื่อ โทนี่บุกเข้าไปใช้ปืนจี้ตัวประกันเป็นชาวไต้หวันด้วยกันท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด คนร้ายไม่ไว้ใจตำรวจต้องการพบ “ต๋อย” ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรรายการดังไปเป็นตัวแทนเจรจา
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็น ผบ.ตร. ขณะที่ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น เป็น ผบก.น.4 พยายามเกลี้ยกล่อม ก่อนออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คนร้ายต้องการคุยกับใครก็ได้ที่เป็นคนรู้จักน่าเชื่อถือในสังคม หลังติดต่อไตรภพไม่ได้ “มีคนแซวมาว่า ประไพพัตรได้มั้ย ท่านประชาเลยโทรศัพท์เข้าไปคุยกับคนร้ายบอกพิธีกรต๋อยไม่อยู่ มีแต่พิธีกรชื่อประไพพัตร คนร้ายบอกว่าได้ รู้จัก อยากให้เข้าไปคุย ท่านประชาลงมาพูดต่อหน้าสื่อทุกคน เรายืนอยู่ตรงนั้นจะไม่ไปได้อย่างไร อยากช่วยเจรจาอยู่แล้ว คนร้ายดันต่อรองให้ติ๊ดเอาน้ำดื่มเข้าไปในห้อง ทำเอาท่านประชา และผู้การกฤษฎา ส่ายหัว ส่งซิกห้ามรับปากเด็ดขาด ตำรวจห่วง กลัวเราจะถูกยิง เพราะคนร้ายมีปืน นึกถึงตอนนั้นสนุกมาก”
แต่ความสนุกในการทำงานสมัยก่อนของเธอยังปนไปด้วยความตื่นเต้นระทึกขวัญ เพราะบ่อยครั้งนักข่าวสาวอย่างเธอยังโดนข่มขู่ มีคนมาเตือนสติให้ระวังตัวอยู่เสมอ มีผลพวงมาจากการทำรายการขุดคุ้ยขบวนการยาเสพติด ขนาดไปเรียนปริญญาเอก มีวิชาต้องไปเรียนรู้คนไข้ รพ.จิตเวช เริ่มต้นที่ผู้ป่วยจิตรุนแรงมาก พอจะไปอีกตึกเป็นผู้ป่วยสมองที่เกิดจากอาการติดยาเสพติดปฏิกริยาก็เกิดขึ้นทันที
“พวกสมองติดยาทั้งหลายตะโกนออกมาพร้อมกันหมดเลย ตามล่าหาความจริง อาจารย์ที่เป็นหมอตกใจแล้วบอกเลยว่า ห้ามเราเข้าไปนะ อันตราย กลายเป็นนักศึกษาคนเดียวที่ไม่ได้เข้าไป พวกเขามาเขย่าลูกกรงส่งเสียงดังเอ็ดตะโร ติ๊ดถามหมอว่า สมองพิการทำไมจำได้ หมอบอก มันเป็นอารมณ์ที่ผุดขึ้นมาเอง เขาสามารถจำตรงนี้ได้ คงจำภาพจากรายการตามล่าฯ” ประไพพัตรไม่เคยลืมภาพเหตุการณ์วันนั้น
ประสบการณ์ทำรายการตามล่าหาความจริงที่ผ่านมา เธอมีความประทับใจกับผลสะท้อนที่กลับมาหลังรายการตีแผ่ข้อมูลออกไป เช่น ออกไปแล้วจับคนร้ายได้ รายการตามล่าฯเป็นรายการแรกที่นำเอาภาพกล้องวงจรปิดมาออกในรายการ สายโทรศัพท์ที่โรงพัก และที่บริษัทแทบระเบิด มีเบาะแสเข้ามาเต็มไปหมด มีคนจำได้แม่น บางทีก็เตือนไม่ให้สุจริตชนตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋น อะไรก็แล้วที่เป็นการช่วยเหลือชาวบ้านจะภูมิใจมาก ได้ทำอะไรในสิ่งที่ตอนนั้นสังคมอาจไม่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น อาชญากรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยี คนร้ายข้ามชาติ
“มีคนบอกเข้าไปดูเว็บพันทิป ตั้งกระทู้รายการในอดีตมีอะไรบ้าง ให้นึกรายการเก่า ปรากฏมีคนหนึ่งตอบว่า อยากรู้รายการตามล่าหาความจริงหายไปไหน เสียงเป็นเอกลักษณ์มาก แม่ไม่ให้ดู แต่แอบดู เป็นวัยรุ่นเขียน อ่านแล้วประทับใจ นึกถึงภาพวันเก่า ๆ ที่คงไม่ทำอีกแล้ว”
ปล่อย “ตามล่าหาความจริง” เป็นตำนานรายการสืบสวนสอบสวนเคียงคู่พิธีกรสาว “ประไพพัตร โขมพัตร” อยู่ในประวัติศาสตร์ทีวีไทยไม่มีวันเลือน !!!
https://www.cops-magazine.com/topic/14464/
ชำแหละงบฯพีอาร์ ก.เกษตรฯยุค“ธีระ วงศ์สมุทร”3กลุ่มบิ๊กฟัน108ล้าน ผู้ถือหุ้น 2 บ.เชื่อมโยงกัน
ตรวจสอบงบฯพีอาร์– จัดอีเวนต์ กระทรวงเกษตรฯยุค“ธีระ วงศ์สมุทร” 3 กลุ่มใหญ่ฟัน 108 ล้าน พบผู้ถือหุ้น 2 บริษัทเชื่อมโยงกันส่อเกิดปัญหาฮั้ว?
หากพลิกข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเฉพาะการว่าจ้างประชาสัมพันธ์การจัดนิทรรศการและงานอีเวนต์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 ถึงกรกฎาคม 2554 จะพบว่าใช้เม็ดเงิน 119,365,000 บาท โดยผ่านเอกชน 8 ราย ผู้ได้รับว่าจ้างมากที่สุด คือ
บริษัท ไฮฟลายเออร์ จำกัด 3 ครั้ง รวมวงเงิน 44,940,000 บาท ได้แก่
1.จัดงาน “โครงการบริหารจัดการน้ำ มหกรรมบูรณาการงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สู่พื้นที่เป้าหมายใน 4 ภูมิภาค” วงเงิน 19,950,000 บาท เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2554
2. จัดนิทรรศการแสดงผลงาน เนื่องในโอกาสวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบ 119 ปี “119 ปี นวัตกรรมเกษตรไทยนำชาติ” 19,990,000 บาท เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2554
3.จัดนิทรรศการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2554 วันที่ 29 ก.ค.54-7 ส.ค.54 ณ มหาวิทยาลัยสุรนารี 5,000,000 บาท เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2554
รองลงมา บริษัท ฟาร์ม แชนแนล (ประเทศไทย) จำกัด 2 ครั้ง รวมวงเงิน 30,695,000 บาท ได้แก่
1.จัดนิทรรศการ “หมูบ้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสครบรอบ ปีที่ 60 วงเงิน 4,750,000 บาท เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2553 และ
2.ทำงานโครงการผลิตและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบายภาคเกษตร 25,945,000บาท เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2554
รองลงมา บริษัท คาริสม่า มีเดีย จำกัด 1 ครั้ง วงเงิน 21,050,000 บาท ได้แก่ ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรแห่งชาติ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2553
บริษัท สไมล์ ครีเอทีฟ กรุ๊ป จำกัด 1 ครั้ง 11,960,000 บาท ได้แก่ โครงการสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมเกษตรกร เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2554
ที่เหลือไม่กี่ล้านบาท
บริษัท ใกล้ฟ้า จำกัด (นางสาวกันยา แทนพลกรัง ถือหุ้นใหญ่) 1 ครั้ง 4,850,000 บาท ได้แก่ ดำเนินงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ปี 2553 เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2553
บริษัท แคพพรีคอร์น ครีเอทีฟ จำกัด (นายสุเทพ วรรณะพาหุณ ถือหุ้นใหญ่ ) 1 ครั้ง 2,200,000 บาท ได้แก่ จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2553
บริษัท ไฟแรง จำกัด (นางสาวอณัญญา เที่ยงแท้ ถือหุ้นใหญ่) 1 ครั้ง 1,970,000 บาท ได้แก่ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การปฏิบัติงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริภายใต้โครงการปฏิบัติการฝนหลวงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2554
และ บริษัท กรีนแนพเฮ้าส์ จำกัด (นายสมยศ รัตนอุดมโชค ถือหุ้นใหญ่) 1 ครั้ง 1,700,000 บาท ได้แก่ จัดนิทรรศการ “นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย นำเกษตรกรรมไทยยั่งยืน” ในงาน “119 ปี นวัตกรรมเกษตรไทยนำชาติ”เนื่องในโอกาสวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครบ 119 ปี เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2554
จากการตรวจสอบพบว่า บริษัท ไฮฟลายเออร์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 2 กันยายน 2531 ทุนปัจจุบัน 20 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 85/118-120 ซอยลาดพร้าว 94 ถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ นางสาวอำพันสี สิริยากรนุรักษ์ ถือหุ้นใหญ่
ขณะที่บริษัท ฟาร์ม แชนแนล (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ในกลุ่มกันตนา จดทะเบียนวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 ทุนปัจจุบัน 20 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 111/2 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม บมจ. กันตนา กรุ๊ป ถือหุ้น 99.9%
ที่น่าสนใจก็คือ จากการตรวจสอบพบว่า บริษัท คาริสม่า มีเดีย จำกัด และ บริษัท สไมล์ ครีเอทีฟ กรุ๊ป จำกัด มีผู้ถือหุ้นเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ
บริษัท คาริสม่า มีเดีย จำกัด จดทะเบียนวันที่ 11 ตุลาคม 2545 ทุน 5 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 224/12 หมู่บ้านหมู่บ้านลัดดารมย์ อิลิแกรนท์ ซอยประเสริฐมนูกิจ 29 ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ นางสาวดวงดาว พันธ์พิกุล ถือหุ้นใหญ่ 94% (ณ วันที่ 30 เม.ย.2553)
ขณะที่ บริษัท สไมล์ ครีเอทีฟ กรุ๊ป จำกัด จดทะเบียนวันที่ 13 มีนาคม 2549 ทุน 20 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 1111/80 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นายธวัชชัย กฤติยาภิชาตกุล ถือหุ้น 75% นางสาวดาวดาว พันธ์พิกุล 20% (ณ วันที่ 30 เม.ย.53)
เท่ากับกลุ่ม นางสาวดวงดาว และ นายธวัชชัย กฤติยาภิชาตกุล ได้รับว่าจ้างเป็นเงิน 33,010,000 บาท
เพราะฉะนั้นหากเทียบเม็ดเงินรวม คิดเป็นอันดับ 2 รองจากบริษัท ไฮฟลายเออร์ จำกัด
ดังนั้นหากคิดเฉพาะ 3 กลุ่ม (4 บริษัท) คิดเป็นเงิน 108,645,000 บาท
ที่น่าสนใจกว่านั้น หากมีโครงการหนึ่งโครงการที่ บริษัท คาริสม่า มีเดีย จำกัด และ บริษัท สไมล์ ครีเอทีฟ กรุ๊ป จำกัด เข้าร่วมเสนอราคาด้วยกันทั้งคู่ จะเกิดปัญหาทางข้อกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือไม่?
เอกชนที่ได้รับว่าจ้างประชาสัมพันธ์และจัดนิทรรศการของสำนักปลัดกระทรวงเกษตรฯ
| ชื่อ | จำนวน (ครั้ง) | วงเงินรวม (บาท) |
| บริษัท ไฮฟลายเออร์ จำกัด | 3 | 44,940,000 |
| บริษัท ฟาร์ม แชนแนล (ประเทศไทย) จำกัด | 2 | 30,695,000 |
| บริษัท คาริสม่า มีเดีย จำกัด | 1 | 21,050,000 |
| บริษัท สไมล์ ครีเอทีฟ กรุ๊ป จำกัด | 1 | 11,960,000 |
| บริษัท ใกล้ฟ้า จำกัด | 1 | 4,850,000 |
ที่มา:สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org)รวบรวม
http://www.prasong.in.th/การเมือง/3108-2/
นายธวัชชัย กฤติยาภิชาตกุล ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ... ผู้ควบคุมการผลิตและเขียนบท รายการสารคดีเชิงข่าว ชุด “ตามรอยจาริกยันตระในต่างแดน”



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น